คงไม่แปลกที่ช่วงนี้ฉันจะรู้สึกหดหู่
นี่คือจุดต่ำสุดในชีวิตหรือเปล่า
ไม่ใช่เรื่องการงาน ไม่ใช่เรื่องการเงิน
แต่เป็นเรื่องสภาพจิตใจ
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไม ฉันถึงมีหนังสือจิตวิทยากองอยู่เต็มโต๊ะ
ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคยเหลียวมองหนังสือประเภทนี้เลยด้วยซ้ำ
ภายในเวลาไม่กี่เดือน ฉันอ่านหนังสือจิตวิทยาจบไปหลายเล่มเป็นประวัติการณ์
อย่างเช่น ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแม่ง,
วะบิซะบิ แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต, และเล่มล่าสุดที่เพิ่งจบไป
เดอะท็อปซีเคร็ต
หนังสือเล่มนี้ จุดประกายให้ฉันเริ่มเขียน Journal ที่ไม่ใช่แค่สมุดบันทึกชีวิตประจำวัน แต่เป็น Gratitude Journal เพราะอยากพิสูจน์ว่า มันจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจฉันได้จริงๆ
จำไม่ได้ว่าได้ยินมาจากไหน เขากล่าวว่า ‘ถ้าเราเขียน
Gratitude Journal ไม่ได้ แปลว่าใจเรายังไม่ละเอียดพอ’
ใช่! ฉันเขียนไม่ออก ไม่รู้ว่าจะขอบคุณอะไร
วันแรก ทำได้แต่เพียงนึกย้อนกลับไปว่าที่ผ่านมา มีอะไรดีๆเกิดขึ้นในชีวิตบ้าง
ก็ขอบคุณสิ่งนั้นก่อนก็แล้วกัน (ถอยหลังไปถึง 4 ปีเชียว)
จนวันหนึ่ง พี่สาวชวนออกไปซื้ออาหารญี่ปุ่นมาทานที่ห้อง
ฉันสั่งเมนูโปรด ‘ปลาชิมาฮอกเกะย่างถ่าน’
แน่นอน มันอร่อยมาก! และทันใดนั้น
เข้าใจแล้ว!
ฉันรู้สึกขอบคุณพ่อครัว ขอบคุณที่เขามาทำงานในวันนั้น
รอออเดอร์ของฉัน และทำอาหารอร่อยๆ
ขอบคุณชาวประมง ที่ออกไปหาปลา
ขอบคุณพนักงานขนส่ง ที่นำปลามาส่งที่ร้าน
และขอบคุณพี่สาว ที่ชวนมาสั่งอาหารร้านนี้
‘สิ่งที่เราทำ อาจมีคุณค่ากับใครสักคนหนึ่ง’
หากวันไหนที่ฉันไม่มั่นใจว่าจะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับฉันไหม
ฉันก็จะเริ่มวันนั้นด้วยการทำสิ่งดีๆเสียเอง เช่น บริจาคเงินให้โรงพยาบาล
เพื่อสร้างโรงพยาบาลสนามและซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ยังขาดแคลน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น